เรื่องราวของ self taught developer ที่ได้งาน แม้จบไม่ตรงสาย

เรื่องราวของ self taught developer ที่ได้งาน แม้จบไม่ตรงสาย

ไม่ได้จบด้านคอม ฯ โดยตรงหรือด้านที่เกี่ยวข้องเป็นโปรแกรมเมอร์ได้หรือไม่ ? นี่เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัยและมักจะมีคำถามเหล่านี้ให้เห็นอยู่เสมอ ในบทความนี้จะขอเล่าเรื่องราวของคุณ Jessica Chan ที่เธอจะมาแชร์ประสบการณ์ว่า เธอนั้นเรียนเขียนโค้ดอย่างไร โดยที่ไม่ได้จบปริญญาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) หรือด้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงและหรือแม้แต่ Bootcamp ต่าง ๆ แถม Chan ยังเริ่มต้นเขียนโค้ดตอนเธออายุ 28 ด้วยซ้ำ ไม่มีคำว่าสายในการเรียนรู้อะไรจริง ๆ

โดยหวังว่าบทความนี้จะทำให้หลาย ๆ คนที่ไม่ได้เรียนมาตรงสาย แต่อยากทำงานเป็น developer หรือ programmer ได้รับแรงบันดาลใจหรือข้อคิดดี ๆ กันครับ

Jessica Chan (Photo by: YouTube Channel Coder Coder)

****

Developer คืออะไร

โดยปกติแล้ว developer หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า dev จะหมายถึงคนที่พัฒนาซอฟต์แวร์ ยกตัวอย่างเช่นพัฒนาเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จะมีด้านที่เกี่ยวข้องคือ Back-end (Server Side) คือจะทำในส่วนของหลังบ้าน ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยภาษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น PHP, Python, JavaScript (Node.js), Java, Go, Ruby เป็นต้น และ Front-end (Client Side) จะรับผิดชอบในส่วนของหน้าบ้านที่เกี่ยวกับการออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งาน UX (User Experience) และหน้าอินเตอร์เฟส รูปร่างหน้าตาเว็บต่าง ๆ UI (User Interface) ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยภาษา 3 ทหารเสือก็คือ HTML, CSS และ JavaScript หรือไม่ว่าจะทำทั้งหมดทั้งหน้าบ้านหรือหลังบ้านคือ Full Stack Developer ก็ว่ากันไป ซึ่งขอกล่าวถึง Developer ไว้ให้เข้าใจในบริบทนี้กันครับ ผิดพลาดประการใด ก็คอมเมนต์หรือแนะนำกันเข้ามาได้เลยนะครับ

****

Coding เป็นเพียงแค่งานอดิเรก

คุณ Jessica Chan เล่าว่า เธอได้เริ่มในช่วงที่ตอนที่อยู่ high school (มัธยมปลาย) โดยเธอช่วงนั้นเธอได้รู้จักกับ internet ใหม่ ๆ และเริ่มเรียนรู้ HTML และ CSS ด้วยตัวเองเพื่อความสนุกล้วน ๆ โดยเว็บเพจที่เธอทำนั้นเกี่ยวกับด้านสโนบอร์ดที่เธอชื่นชอบ

เมื่อตัว Chan นั้นมองย้อนกลับไป เธอก็แอบตกใจว่าเล็กน้อยว่า ตอนนั้นเธอไม่ได้มีความคิดที่จะเรียนเกี่ยวกับ Computer Science หรือด้านพัฒนาเว็บใด ๆ เลยในช่วงนั้น มันเป็นเพียงแค่งานอดิเรกเพียงเท่านั้นเอง โดยแท้จริงแล้วตอนนั้นเธอกำลังวางแผนที่จะเรียนหมอเฉกเช่นเดียวกับที่พ่อแม่ของเธออยากให้เป็น

งานถ่ายภาพ

หลังจากที่เธอได้ดรอปเรียน และตัดสินใจเข้าเรียนเกี่ยวกับด้านศิลป์อย่างจริงจัง และก็ได้ปริญญาเกี่ยวกับสาขาที่เกี่ยวข้องกับภาพถ่ายมา และก็ได้ทำงานเกี่ยวกับงานด้านภาพถ่าย ช่วงนั้นเธอใช้เวลาปริ้นซ์ภาพในห้องมืด ๆ พร้อมกับละเลงการถ่ายภาพให้ลูกค้าของเธอ

ในแล็บนั้นเธอรู้สึกสนุกกับมัน แต่ค่าเหนื่อยก็ได้เพียงแค่ประมาณ $US 8 ต่อชั่วโมง แต่ในตอนนั้นเธอก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่จุดที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) สำหรับเธอจริง ๆ นั้น น่าจะเป็นช่วงนั้นที่อุตสาหกรรมภาพถ่ายเริ่มเข้าสู่ช่วงหายนะ จากการเข้ามา Disrupt ของกล้องดิจิทัลและโฟโตช็อปนั่นเอง

งานชั่วคราวด้านเอกสาร

ในที่สุดเธอก็ได้พบกับงานด้านเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการสแกนเอกสาร เข้าเล่ม บรรจุซองจดหมายต่าง ๆ ฯลฯ เธอรู้ดีว่า นี่เป็นงานที่ไม่ได้ดูดีหรือเท่อะไร แต่เอาแหละ ยังไงมันก็คืองานอยู่ดี

เธอใช้ชีวิตล่องลอยไปกับงานพาร์ทไทม์เหล่านี้ไปได้อยู่เป็นปี ๆ และก็ไม่ได้มีเงินเก็บอะไรมากมาย เงินที่ได้ก็คือรับงานต่อเงิน แต่มันมีงานหนึ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล งานที่ว่ากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

The Craigslist job

ในวันหนึ่งขณะที่เธอกำลังทำความสะอาดโต๊ะทำงานอยู่ และได้พบว่ามีการประกาศรับสมัครงานเกี่ยวกับด้าน Data และตอนนั้นเธอรู้สึกว่า เธอชอบและคุ้นเคยกับงานด้านคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนี้และตัดสินใจสมัคร จากนั้นเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ ? ใช่แล้วครับ เธอได้รับการว่าจ้าง !!

โดยบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทเล็ก ๆ เกี่ยวกับด้าน web development โดยรับพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้แก่ลูกค้า ในช่วงแรก ๆ เธอได้ทำงานเกี่ยวกับงานด้านนำเข้าข้อมูล เช่นข้อมูลจาก excel เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป บอสของเธอก็เริ่มที่จะสอนงานเธอในด้าน Backend และได้มีการทำงานร่วมกับฐานข้อมูลโดยใช้ภาษา SQL

ค่าจ้างนั้นก็โอเครสำหรับเธอเลยครับ ประมาณ $US10 – 12 ต่อชั่วโมง แต่มันก็ยังเป็นเพียงแค่งานพาร์ทไทม์ โดยเหตุผลหลักที่เธอยังคงทำงานอยู่นั่น ก็เพราะว่าเธอได้รับสกิลใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าอยู่ตลอดนั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้แหละที่มันอาจจะมีค่ามากกว่าเงินที่เธอได้รับในตอนนั้นครับ เพราะว่ามันสามารถที่จะทำงานให้เธอมากมายในอนาคตได้

Google คือคีย์หลัก

สำหรับเธอตอนนั้น การเรียนโปรแกรมมิ่งนั้นไม่ง่ายเลย แต่เธอคิดว่ามันคือรางวัลแห่งความพยายาม และเธอก็เริ่มที่จะเรียนรู้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น เรียนรู้ที่จะค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใน Google

“บอสของฉันอาจจะรำคาญเป็นแน่ ถ้าฉันนั้นถามเขามากกว่า 1 ครั้ง”

เธอเล่าอีกว่า

ซึ่งมันก็ยาก ดังนั้นฉันใช้เวลาในการพยายามที่จะค้นหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเธอเอง ก่อนที่จะถามหาความช่วยเหลือจากใคร ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก่อน ทำนองนั้น

และเธอก็ทำการจดโน้ตลงไปเพื่อทบทวนความจำสำหรับสิ่งใหม่ ๆ โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องกลับไปเสิร์ชใน Googleทุกครั้งเมื่อต้องแก้ปัญหาในเรื่องเดิม ๆ โดยเพียงแค่กลับมาดูโน้ตของตัวเอง

ได้งานพัฒนาเว็บจริง ๆ จัง

หลังจาก 2 ปี กับงาน Craigslist job ตอนนั้นเธอรู้สึกแล้วว่า ตัวเองมีทักษะการเขียนโค้ดที่เพียงพอต่อการสมัครงาน web developer จริง ๆ เสียที

แน่นอนว่าเธอถูกปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน เนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ได้มากมายอะไรของเธอในสายงานนี้ แต่ในท้ายที่สุด เธอได้สัมภาษณ์กับบริษัทเอเจนซี่ด้านโฆษณา

ในวันที่สัมภาษณ์ เธอสามารถทำให้การสัมภาษณ์นั้นจบลงด้วยความประทับใจของบอสที่มีต่อเธอในด้านทักษะการฟัง การโน้ต และความตั้งใจในการเรียนรู้ ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี และแน่นอนครับว่าเธอได้รับ offer (ข้อเสนอ) โอ้วนี่มันเป็นงาน web developer จริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรกของเธอเสียด้วยสิ ได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์ต่าง ๆ เสียที หลังจากที่ทำพาร์ทไทม์มาได้สักระยะแล้ว

พ่อแม่ของเธอนั้นต่างก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจเมื่อได้ยินว่าเธอสัมภาษณ์ผ่านและถูกว่าจ้างเรียบร้อย การทำงานในสายงานใหม่นั้นไม่ง่ายเลยเธอบอก ซึ่งตอนนั้นเธอรู้การเขียนโค้ดแค่ในระดับเบสิกเท่านั้น

**Imposter

syndrome sucks.**

Imposter Syndrome คืออาการของคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง มีความกังวลว่าจะทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี ซึ่งเธอก็ประสบกับอาการนี้แหละครับในช่วงนั้น โดยในช่วงปีแรกของงานนั้นน่าคร่ำเครียดมาก ๆ เธอติดอยู่กับการอาการนี้เป็นเวลานานพอสมควร โดยทั้งบอสและเพื่อนร่วมงานของเธอนั้นล้วนแต่จบจากด้าน Computer Science กันทั้งนั้น บางคนก็จบถึงระดับปริญญาโท (Master Degree) ด้วยซ้ำ !! แต่เธอล่ะ ?

ห้วงเวลานั้นเธอรู้สึกหวั่น ๆ ในใจว่าอาจจะถูกไล่ออกเป็นได้ในสักวัน เนื่องจากขาดความสามารถ และไม่ได้ช่วยงานได้เท่าที่ควร เพราะว่างานที่เธอได้รับล้วนเป็นงานใหม่ ๆ ที่เธอไม่เคยได้ทำมาก่อน

“ฉันอาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในบางงาน ในขณะที่บอสของฉันนั้นอาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที หรือน้อยกว่า ส่วนตัวแล้ว ฉันเกลียดการที่ทำอะไรได้ไม่ดีในสิ่งนั้น และรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวฉันเองนั้นไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ในแทบจะทุก ๆ วันที่ฉันต้องติดอยู่กับสิ่ง ๆ นี้”

เธอย้ำอีกครั้งว่า เธอติดอยู่กับปัญหาและสิ่ง ๆ หนึ่งที่เธอทำประจำก็คือเข้า Google หาวิธีแก้ไขนี่แหละ เธอหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเธอเองประจำก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากใคร และเธอยังได้ขอบคุณบอสของเธอด้วยที่ช่วยชี้ทางให้ เมื่อเธอประสบปัญหา

ผลสำเร็จแห่งความพยายาม

กาลเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เธอใช้เวลาอยู่ที่นั่นเป็นเวลาทั้งสิ้น 6 ปี และเวลานั้นเธอได้กลายเป็นคนใหม่ที่มีความสามารถและมีความมั่นใจอย่างแรงกล้า ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น senior developerในช่วงเวลาของปีที่ 4

Top takeaways

เธอได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากงานนั้น ไม่เพียงแค่การเขียนโค้ดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณคือคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-taught) เช่นกำลังเรียนเขียนโค้ด นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอที่เธอจะแชร์

“อย่างแรก ฉันเรียนรู้วิธีการในการแก้ปัญหา โดยการใช้ Google แน่นอนว่าคุณอาจจะไม่สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนได้ ถ้าคุณยังคงเรียนรู้เพียงแค่พื้นฐาน HTML”

เธอยังบอกอีกว่า เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Reverse engineer code โดยเธออาจจะศึกษาได้จากโปรเจคท์ในตอนนั้นของบริษัทที่เธอทำอยู่ หาวิธีว่าทำไมโค้ดนี้ทำงานได้อย่างไร จากนั้นเมื่อเธอค้นพบแนวทางหรือวิธีการ เธอก็ใช้โซลูชั่นเดิม ๆ ที่เธอได้ใช้และเรียนรู้จากโปรเจคท์ที่ผ่านมา เพื่อใช้กับโปรเจคท์ใหม่ได้เลย

“คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยตัวคุณเอง โดยการ inspect โค้ดจากเว็บไซต์ที่ต้องการและหาโปรเจคท์ต่าง ๆ ใน GitHub ในการเรียนรู้จากโปรเจคท์เหล่านั้น และตอนนี้ฉันไม่แนะนำให้คัดลอกผลงานของใครมา สิ่งที่ควรทำคือเรียนรู้จากหลักการที่อยู่เบื้องหลังของโปรเจคท์นั้น ๆ ว่าเป็นยังไง ดังนั้นคุณจะทำมันได้ด้วยตัวของคุณเองแน่นอน”

หนึ่งในบทเรียนที่ยิ่งใหญ่สุดสำหรับเธอนั้น ก็คือช่วงเวลาที่เธอเป็น imposter syndrome แต่เมื่อเวลาผ่านทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้เธอก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน จนมันเพียงพอที่จะทำให้เธอมั่นใจในสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ ดังนั้นในช่วงปีที่ 5 ของเธอนั้น เธอก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรแล้ว ไม่มีสิ่งนี้หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เพราะว่าเธอนั้นเชื่อมั่นในทักษะของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมแล้วนั่นเอง

ในท้ายที่สุด ก็ถึงเวลาที่จะต้อง Say goodbye งานนั้น ดังเฉกเช่นวลีหนึ่งที่ว่า “งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา” แต่ว่าเธอก็ยังคงทำงานในฐานะ web developer อยู่เหมือนเดิมครับ และก็ได้รับผลตอบแทนอยู่ในระดับ 6 หลัก (ดอลล่าห์ ตีเป็นเงินไทยก็หลักล้าน) มันช่างเป็นหนทางที่แสนยาวไกล แต่ว่ามันก็รู้สึกน่าพอใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับเธอ และเธอก็ทิ้งท้ายด้วยคำว่า

“ฉันหวังว่าเรื่องราวของฉันนั้นจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้ ถ้าคุณกำลังคิดที่จะทำงานเกี่ยวกับด้าน web development”

สรุป

หลังจากอ่านเรื่องราวของคุณ Jessica Chan จบ ขอสรุปสิ่งต่าง ๆ ตามไทม์ไลน์ ไว้ดังนี้

ติดตามคุณ Chan ได้ในช่องทางดังต่อไปนี้

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ถึงไม่ได้จบด้านคอมพิวเตอร์มาโดยตรง แถมยังเริ่มตอนอายุเกือบจะ 30 ก็ไม่เป็นปัญหา และยังสามารถที่จะฟันฝ่าข้อจำกัดต่าง ๆ ไปได้ ชนะใจตัวเอง หมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะ และสุดท้ายได้เข้าทำงานเป็น developer สมใจอยาก ที่สำคัญยิ่งในยุคนี้การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด แหล่งข้อมูลชั้นยอด Tutorials, บทความ คอร์สออนไลน์ด้านโปรแกรมมิ่งต่าง ๆ มีอยู่ทั่วไปในอินเทอร์เน็ตให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ และยังมีหลาย ๆ บริษัทที่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ว่าจะจบด้านไหนก็สามารถเข้าทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ ถ้าคุณมีความสามารถมากพอ

Reference

[FreeCodeCamp] - How I learned to code without a CS degree or bootcamp

Cover Photo

canva