PyTorch สุดยอดเฟรมเวิร์คด้าน AI & Machine Learning ที่พัฒนาโดยทีม Facebook’s AI Research Lab ของ Facebook (Meta) ในปี 2016 จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 6 ขวบเต็ม ๆ แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือหนึ่งในเฟรมเวิร์ค AI ที่ได้รับความยอดนิยมที่สุดในโลกเฟรมเวิร์คหนึ่ง
ความยอดนิยมของ PyTorch
- เริ่มต้นพัฒนาในปี 2016 โดย Facebook (Meta)
- จนถึงปัจจุบันมีการ commit แล้วมากกว่า 50,819 ครั้ง
- กว่า 2,413 contributors
- มากกว่า 18,286 องค์กร/บริษัทที่ใช้เฟรมเวิร์คนี้
- มากกว่า 154,000 โปรเจคท์บน GitHub

และนี่คงเป็นข่าวดีของสาวก AI โดยตอนนี้ PyTorch กำลังเข้าไปสู่การดูแลของ Linux Foundation (ชื่อนี้การันตีความเป็น open-source และ non-profit) เพื่อไปเป็นโปรเจคท์โอเพ่นซอร์สแบบเต็มตัวโดยใช้ชื่อว่า PyTorch Foundation ซึ่งเรื่องนี้ทาง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta โพสต์เองกับมือในเฟซบุ๊กของเขา

โดยคณะกรรมการใน PyTorch Foundation ที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของ PyTorch ประกอบไปด้วยตัวแทนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น AWS, Google Cloud, Meta, AMD, Microsoft Azure และ Nvidia นั่นเท่ากับว่า จะไม่ได้มีเฉพาะ Meta เท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นหัวเรือหลักกำกับดูและและพัฒนาเฟรมเวิร์คนี้
หลายคนอาจจะสงสัยว่า Meta ทำแบบนี้อาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขาจะใช้ PyTorch ลดน้อยลงหรือไม่ในองค์กร ? จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เลยครับ เพราะจากประกาศปีที่แล้วของ Meta ก็ชัดเจนว่าพวกเขาจะลดเฟรมเวิร์คหรือเครื่องมืออื่น ๆ เกี่ยวกับ AI/ML แล้วหันมาโฟกัสที่ PyTorch มากยิ่งขึ้นเสียอีก ทั้งในส่วนของแอปพลิเคชันและการวิจัยและพัฒนาด้าน AI/ML
นี่อาจจะเป็นหนึ่งข่าวดีสำหรับสาวก AI ที่จะได้ใช้ PyTorch ในรูปแบบ open-source เต็มตัว แถมการปล่อยไป PyTorch เพื่อเปลี่ยนถ่ายไปสู่ Linux Foundation ครั้งนี้ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาของ AI แบบทวีคูณ เพราะเป็นการผนึกกำลังร่วมกันจากเทค ฯ ยักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ใช่เฉพาะองค์กรใดองค์กรหนึ่ง รวมถึงนักพัฒนาทั่วไปก็สามารถเข้าไป contribute ได้
นี่คือประโยคหนึ่งของคุณ Aparna Ramani, VP of Engineering ของ Meta ที่ได้กล่าวกับสื่อด้านเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Venturebeatไว้ว่า “Make innovations accessible to everybody” หรือ “ทำนวัตกรรมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้”
แสดงความคิดเห็น หรือแชร์บทความนี้บน Facebook page ได้เลยครับ
อ้างอิง
